บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐาน


วันนี้ เรามาวิพากษ์วิจารณ์หัวข้อ “ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐาน” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2503 กัน

ถาม. วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

ตอบ. มีประโยชน์มากคือ  

พระมหาโชดกรูปนี้ ท่านเก่งมากในเรื่องไร้สาระพอสมควร คือ ท่านคิดหาประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐานได้ถึง 20 ข้อ 

ขอบอกก่อนว่า ผมก็เห็นว่า วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์ เพราะเป็นพื้นฐานของการบรรลุมรรคผลของเรา แต่ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐานของพระมหาโชดกนั้น แกใส่เข้าไปมากจนเกินเหตุ

สาเหตุก็คือ ต้องการยกย่องวิปัสสนากรรมฐานแบบผิดๆ ให้กับการปฏิบัติธรรมแบบพระพม่าเท่านั้น

ขอยกตัวอย่างเพียงบางข้อที่ต้องการนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันเท่านั้น  ท่านที่อยากได้รายละเอียดก็ไปอ่านได้ในหนังสือคำบรรยายวิปัสสนากรรมฐานของพระมหาโชดก หน้าที่ 7-9

๑. ทำให้คนฉลาดในหลักความจริงในชีวิตประจำวัน คือ รู้ปรมัตถธรรม ไม่หลงติดอยู่ในบัญญัติธรรม อันเป็นเพียงโลกสมมุติ

พระพม่ากับสาวกนี้ ชอบเล่นเรื่องปรมัติธรรม บัญญัติธรรม เพราะ ไปเน้นเรื่องอนัตตา ทุกขัง อนัตตา แบบผิดๆ

เรื่องในภพ 3 นี้ มันเป็นเรื่องจริง เพราะ เราจะต้องสร้างบารมีกันที่นี่ แต่เป็นจริงแบบชั่วคราว การไปตีความแบบพระพม่าที่ว่า “อันเป็นเพียงโลกสมมุติ” มันการตีความแบบผิดๆ

แล้วเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับอัตตาแบบพราหมณ์ที่คนในยุคพระพุทธเจ้าทรงเริ่มเผยแพร่ศาสนานั้น ไม่มีในยุคนี้แล้ว

อัตตาแบบพราหมณ์นั้น เป็นเหตุการณ์สองพันกว่าปีมาแล้วที่อินเดีย เมืองไทยเรา คนไทยไม่ได้คิดแบบนั้น 

ไม่ต้องมาเน้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แบบเป็นบ้า เป็นหลังแบบพระพม่าก็ได้

คนไทยในยุคนี้ เข้าใจเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตากันพอสมควร ไม่ได้คิดแบบพระปัจจวัคคีย์ ดังนั้น เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเรียนกันพอเป็นสังเขปก็พอ

๑๒. อานิสงส์อย่างสูงให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อย่างกลางให้สำเร็จเป็นพระอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน อย่างต่ำลงมากว่านั้น ที่เป็นอย่างสามัญก็เป็นผู้มีคติเที่ยงที่จะไปสู่สุคติ

ตรงนี้โกหกแน่นอน บิดเบือนแน่นอน สมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานไม่สามารถทำให้ไปนิพพานได้ เพราะเป็นวิชาพื้นฐานทั้งคู่

ขนาดสมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานยังไม่สามารถทำให้คนบรรลุพระอรหันต์ได้ แล้วการปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า ซึ่งเป็นของปลอม ของเลียนแบบจะทำให้คนบรรลุพระอรหันต์ได้อย่างไร

การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่าสร้างคนได้อย่าง ดร. สนอง วรอุไรเท่านั้น คือ หลอกลวงคนตลอดชีวิต ด้วยความเข้าใจผิดบ้าง ด้วยความโง่บ้าง ด้วยความหน้าด้านบ้างเท่านั้น

ดังหลักฐานในวิสุทธิมรรค ภาค ๓ หน้า ๒๒๙ บรรทัดที่ ๑๖-๑๗ รับรองไว้ว่า

อิมินา ปน ญาเณน สมนฺนาคโต วิปสฺสโก พุทฺสาสเน ลทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฏโฐ นิยคติโก จูฬโสตาปนฺโน นาม โหติ

ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ประกอบด้วยญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญานฯแล้ว ได้ความเบาใจในพระพุทธศาสนา ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนา มีคติอันเที่ยง เป็นจูฬโสดาบัน

ตรงนี้ ผมไม่สามารถตรวจสอบคำแปลภาษาบาลีได้ แต่บอกได้จากหลักฐานอื่นๆ ว่า โกหกแน่นอน โดยการไปขโมยญาณ 16 ของวิสุทธิมรรคมา

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น  ใครจะได้ญาณ 16 ต้องฝึกสมถกรรมฐานจนผ่านรูปฌานกับอรูปฌาณอย่างเชี่ยวชาญไปก่อน  เมื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จึงมีได้ญาณ 16

พระพม่ากับสาวก เช่นพระมหาโชดกนี้ ไม่ยอมฝึกสมถกรรมฐานเลย ก็ไปโกหกกันว่า ไม่ต้องฝึกสมถกรรมฐานก็ได้  โดยไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน  โกหกกันเองขึ้นมาลอยๆ

ดังนั้น พระพม่าไม่สามารถจะได้ญาณอะไรได้  นอกจากญาณโกหกเท่านั้น

อนึ่งถ้าผู้ใดได้เจริญวิปัสสนา มีดวงตา คือ ญาณเห็นความเกิดดับของรูปนาม คือ เห็นพระไตรลักษณ์จริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอันประเสริฐ ดังพระบาลีว่า

โย จ วสฺสตํ ชีเว            อปสฺสํ อุทยพฺพยฺ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย        ปสฺสโต อุทยพฺพยํ

ผู้ที่เห็นความเกิดดับของรูปนาม เห็นพระไตรลักษณ์ ถึงแม้มีชีวิตอยู่ได้เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่า ผู้ที่ไม่เห็นความเกิดดับของรูปนาม แต่มีชีวิตอยู่ได้ตั้งร้อยปี

ข้อความดังกล่าวนั้น พระพม่ากับสาวกของพระพม่าด่าตัวเองแบบไม่รู้สึกตัว 

ข้อความก็ยืนยันชัดเจนว่า “อนึ่งถ้าผู้ใดได้เจริญวิปัสสนา มีดวงตา คือ ญาณเห็น ความเกิดดับของรูปนาม คือ เห็นพระไตรลักษณ์จริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอันประเสริฐ

จะเห็นได้ว่า พระมหาโชดกรูปนี้ โคตรโง่มากที่สุด กับโคตรโง่มากที่สุดยกกำลังสองเท่านั้น คือ ท่านจบเปรียญ 9  แปลข้อความเองดังที่กล่าวไปข้างต้น

แต่ไม่ยอม “เห็น” ก็ไม่รู้จะบรรยายความโง่งี่เง่าของแกได้อย่างไรถึงจะเหมาะสม

โดยสรุป  วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์มาก เพราะเป็นวิชาพื้นฐาน ถ้าไม่ผ่านวิปัสสนากรรมฐาน โอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานก็เป็นไปไม่ได้

แต่พระมหาโชดกยกเมฆประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดความจริง ก็เพื่อหลอกลวงให้คนปฏิบัติธรรมแบบที่ตนเองสอน เพราะหลอกว่า เพียงวิปัสสนากรรมฐานก็ไปนิพพานได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จริง..






ความหมายของวิปัสสนากรรมฐาน


เรามาวิพากษ์วิจารณ์หัวข้อคือ “ธุระในพระพุทธศาสนา” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่  20  มิถุนายน  2503  กันต่อ

ถาม.  วิปัสสนากรรมฐานแปลและหมายความว่าอย่างไร?

ตอบ.  วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า โรงงานฝึกจิตให้เกิดปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริง

ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตดูการเขียนถึง “วิปัสสนา” ของพระมหาโชดก จะเขียนไว้ “มั่ว” มากๆ หาจุดยืนอะไรไม่ได้  ทั้งๆ ที่ “วิปัสสนา” นั้น เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า

ตรงนี้หมายถึงว่า พระพม่าโกหกอย่างนั้น

แต่การโกหกของพระพม่า รวมถึงสาวกของพระพม่าทั้งหลาย ก็โกหกแบบไม่แนบเนียน มั่วไปหมด คนไทยใจพม่าทั้งหลาย มันก็โง่กันจริงๆ ที่ไปหลงเชื่ออยู่ได้

เฉพาะหัวข้อนี้ พระมหาโชดก เขียนถึงวิปัสสนาไว้ ดังนี้

วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์

วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า โรงงานฝึกจิตให้เกิดปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริง

วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น

จะเห็นว่า พระมหาโชดกเขียนไปเรื่อย หาจุดแน่นอนอะไรไม่ได้  และที่เขียนทั้งหมดนั้น มันมั่วด้วย วิปัสสนากรรมฐานไม่ควรมีความหมายที่หลากหลายแตกต่างกันถึงขนาดนั้น

อันที่จริงแล้ว ความหมายที่เกือบถูกต้องก็คือความหมายสุดท้าย ยกเว้นข้อความที่ผมเน้นตัวอักษรสีแดงและขีดเส้นใต้ไว้ เพราะ มหาโชดกใส่เข้าไปดื้อๆ โดยไม่มีหลักวิชาการ

พระมหาโชดกเชื่อตาม “หลักวิชากู” เพราะการที่หลงไปเชื่อพระพม่า

หมายความว่า ปัญญานั้น มี ๓ ขั้น คือ

๑. สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจาการฟัง การเรียน การอ่านหนังสือต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม

๒. จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด

๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปัญญาที่รู้แจงแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริงนี้ได้แก่ ปัญญาอันเกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น

ตรงนี้ก็บิดเบือนและโกหก 

หลักฐานสนับสนุนของผมก็คือ พระพม่าคิดวิธีการปฏิบัติธรรมขึ้นมาได้  ก็ให้รู้สึกตัวตลอดเวลา และพิจารณาพระไตรลักษณ์ไปด้วย 

พระพม่าทำได้แค่นี้  ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่านี้ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้

วิธีการที่คิดมาได้นั้น ก็คิดโดยได้วิธีการมาจากศาสนาพุทธ แต่พระพม่าไม่ได้เชื่อศาสนาพุทธทั้งหมด แต่ดันเสือกไปเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่า 

การเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นอะไรต่างๆ ในพระไตรปิฎกนั้น เป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ พระพม่าจึงไม่เชื่อ จึงปฏิเสธการเห็นทั้งหมด

แต่ก็ไม่รู้ว่า จะจับยัดวิธีการปฏิบัติของตนเองเขาไปตรงไหน  เห็นว่า สติปัฏฐาน 4 มีหัวข้ออิริยาปถบรรพ กับ สัมปชัญญบรรพ พอจะจัดยัดวิธีการปฏิบัติของตนเองไปได้

ก็ตีฆ้องร้องกล่าวว่า การปฏิบัติธรรมของตนนั้น เป็นสติปัฏฐาน 4  ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เลย

ต่อมา เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแบ่งเป็นคันถุธุระกับวิปัสสนาธุระ ก็จับสติปัฏฐาน 4 เข้าไปในวิปัสสนากรรมฐานอีก  ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อีก 

ประการสำคัญก็คือ วิปัสสนาธุระก็ไม่ใช่แค่วิปัสสนากรรมฐาน  แต่รวมถึงการปฏิบัติธรรมตามคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า

ดังท่านตั้งสังเคราะห์ไว้ว่า

วิวิธากาเรน อนิจฺจาทิวเสน ปัสฺสตีติ วิปัสฺสนา

ปัญญาใด ย่อมพิจารณาเห็นรูปนามโดยอาการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญานั้นชื่อวิปัสสนา

ตรงนี้ เนื่องจากผมไม่รู้ภาษาบาลี จึงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การแปล แต่ตรงนี้ ต้อง “เห็น” รูปนาม ด้วยการเห็นจริงๆ

พระมหาโชดกไม่เคยสอนให้ “เห็น” ดังนั้น ตรงนี้พระมหาโชดกก็บิดเบือนอีก

ถาม. วิปัสสนากรรมฐานนั้น มีวิธีเรียนได้กี่ทาง อะไรบ้าง?
ตอบ. เรียนได้ ๒ ทางคือ

๑. เรียนอันดับ คือ เรียนให้รู้จักวิปัสสนาภูมิ ๖ ก่อน ได้แก่ เรียนให้รู้จัก ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท โดยปริยัติก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อภายหลังก็ได้ วิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้มีเวลามาก

๒. เรียนสันโดษ คือ ไปเรียนวันนั้น ลงมือปฏิบัติวันนั้น ขณะนั้น ตามที่พระอาจารย์สอนให้ได้เลย เช่น วันแรกจะสอนให้ย่อๆ เพียง ๕ ข้อ เท่านั้น คือ
๑.  เดินจงกรม
๒.  นั่งลงภาวนา
๓.  กำหนดเวทนาต่างๆ
๔.  กำหนดใจนึกคิด
๕.  เวลานอน กำหนดท้องพองยุบ เป็นต้น

ตรงนี้ ผมงงไปนาน เพราะ ไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรมมีการแบ่งเป็น 2 ประเภทมาก่อนคือ การแบ่งแบบ “เรียนอันดับ” กับ “เรียนสันโดษ”

ผมเพิ่งไปพบข้อมูลดังกล่าวในหนังสือ  “พุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถแลวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๔ ยุค” ซึ่งหนังสือดังกล่าวเขียนไว้ ดังนี้



ตรงนี้จะเห็นว่า พระมหาโชดกก็มีสันดานเหมือนเดิม คือ “มั่ว” ไปเรื่อย  ไปยืมแค่คำศัพท์ของเก่ามา ดัดแปลงให้มั่วไปตามความเชื่อของท่าน

คือ ไปหาการเรียนอันดับ ซึ่งก็คือ การเรียนและปฏิบัติตามหัวข้อ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท  “วิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้มีเวลามาก

อะไรคือ เวลามาก เวลาน้อย พระมหาโชดกไม่กล้าบอก และไม่กล้าเขียนไว้ เพราะ มันเป็นคำโกหกคำโต ตามสันดานของพระมหาโชดก 

แล้วต่อมาก็คือ เรียนสันโดษ” ซึ่งที่จริงหมายถึงว่า พระอาจารย์ชำนาญเรื่องใดก็เรียน “เรื่องนั้น”  ต่อไปก็อาจจะต้องไปหาอาจารย์อื่นอีก

พระมหาโชดกไป “ขโมย” เพียงชื่อมา แล้วก็เอาของตัวเองใส่ลงไป ซึ่งไม่ตรงกับความหมายเดิมของหนังสือ “พุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถแลวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๔ ยุค” เลย.






ธุระในศาสนา


หัวข้อแรกของหนังสือเล่มนี้ก็คือ “ธุระในพระพุทธศาสนา” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2503 

ตอนนั้น ผมอายุ 4 ขวบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย  ตอนนี้ 59 ขวบ รู้เรื่องดีแล้ว ก็มาวิพากษ์วิจารณ์กัน

พระมหาโชดก ท่านก็บอกว่า ธุระมี 2 อย่างคือ คันถธุระ คือ การเรียน และ วิปัสสนาธุระ คือ การปฏิบัติ

สาวกของพระพม่าชอบยกตรงนี้มาก เพราะ เข้าใจผิดไปเยอะ คือ ไปคิดว่า “วิปัสสนาธุระ” กับ “วิปัสสนากรรมฐาน” เป็นสิ่งเดียวกัน

จึงมีการตีความเลยเถิดไปว่า วิปัสสนา” ก็สามารถพาไปนิพพานได้  ไปได้อย่างรวดเร็วเสียด้วย

ความจริงวิปัสสนาธุระนั้น  หมายความรวมถึง สมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน โพธิปักขยธรรม วิชชา 3 ฯลฯ ทั้งหมด  

ต่อมา เนื้อหาของหนังสือก็เป็นดังนี้ คือ มีการตั้งเป็นคำถามคำตอบ ดังนี้

ถาม. สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานต่างกันอย่างไร? มีข้อที่พึงสังเกตตรงไหน?

ตอบ. ต่างกันอย่างนี้คือ

๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์
๒. วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์

กรรมฐานทั้ง ๒ นี้ มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังนี้คือ

๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์ กรรมฐาน ๔๐ นั้นคือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุวตถาน ๑

ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมาอรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐาน

๒. วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น

ถ้าใครเอาขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น มาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ผู้นั้นชื่อว่า เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฎีกา ทั้งนั้น  [หนังสือคำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน หน้าที่ ๕]

ข้อความที่ผมเน้นสีแดงไว้นั้น คือ ข้อความที่พระมหาโชดกบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นไปตามการตีความที่ผิดๆ ของพระพม่า แบบหมดท่า หมดรูปจริงๆ

จากการอ่านหนังสือของพระมหาโชดกมาหลายเล่ม พระมหาโชดกนี่ ภาษาบาลีท่านใช้ได้จริง แต่แทนที่จะใช้ภาษาบาลีเพื่อสร้างบารมีของตนเอง  พระมหาโชดกกลับไปทำเรื่องให้ตนเองตกนรก และก็ตกนนรกจริงๆ เสียด้วย และน่าจะยาวนานอย่างมาก...............................เสียด้วย

ถ้าพระมหาโชดกซื่อสัตย์ต่อการเรียนภาษาบาลีของตนเอง สอนพุทธศาสนิกชนไปตามหลักการของภาษาบาลีก็คงไม่ตกนรก 

แต่นี่ดันไปเสือกเชื่อพระพม่า  ก็เลยสอนบิดเบือนผิดเพี้ยนไปตามพระพม่า

ข้อความนี้ “วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์ นี่ก็เริ่มบิดเบือนแล้ว และข้อความก็ไม่ตรงกับข้อความด้านล่าง ที่ว่า “วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

ขอให้สังเกตดู เดี๋ยวก็ว่า “มีปรมัตถเป็นอารมณ์” ต่อมาก็ว่า “มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์”  ตกลงแล้วพระมหาโชดก ท่านเข้าใจที่ท่านเขียนหรือเปล่า

ข้อความที่ว่า “มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์”  นั้นยอมรับได้ ถ้าอธิบายแบบซื่อๆ ว่า ต้องเห็นแจ้งใน ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เพราะวิปัสสนาแปลว่า เห็นแจ้ง

พระมหาโชดกไม่เคยสอนให้เห็น  ในประวัติการเรียนของ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของพระมหาโชดก ซึ่งตอนนี้หนีหายไปจากสังคมแล้ว

ดร. สนองบอกว่า “เห็นเทวดา” พระมหาโชดกบอกผิด การเห็นทั้งหมดผิด ห้ามเห็นด้วยประการใดๆ

ส่วนข้อความที่ว่า วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา” นี่ก็ไม่รู้ว่า พระมหาโชดก หมายความว่าอย่างไร

วิปัสสนากรรมฐานก็คือ การปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ซึ่งต้องเห็นอย่างชัดแจ้ง  ไปเกี่ยวกับ “กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา” ตรงไหน

ต่อมาข้อความท้ายๆ ของเรื่องสมถกรรมฐานที่ว่า “ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมาอรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐานนี่ก็เป็นการโจมตีสายพุทโธ กับสายวิชาธรรมกายว่าเป็นสมถกรรมฐานอย่างเดียว

การโจมตีสายการปฏิบัติธรรมในประเทศไทยว่าเป็นสมถกรรมฐาน ไม่สามารถพาไปนิพพานได้นั้น พระมหาโชดกเขียนไว้หลายที่หลายแห่งเป็นอย่างมาก

ต่อมาข้อความนี้ วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น”  นี่ก็เจตนาบิดเบือน

รูปกับนามนั้น หมายถึง “ขันธ์ 5” เท่านั้น ไม่มีหมายถึงหัวข้อธรรมะอื่นๆ รูป = กาย  นาม = เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แค่นั้น

หัวข้อธรรมะอื่นๆ ทั้งหมด เป็นรูปนามไม่ได้อีกแล้ว 

สุดท้ายเลยก็ข้อความนี้ “ที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฎีกา ทั้งนั้นอันนี้ไม่จริง อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้ว 

พระมหาโชดกใช้วิธีการโกงแบบหมกเม็ด คือ อ้างพระไตรปิฎกเฉพาะที่มาของข้อความ แต่ไม่ได้อ้างพระไตรปิฎกในกรณีที่มีการสนับสนุน 

เอาง่ายๆ เลยก็คือ ข้อความที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ไปนั้น พระมหาโชดกไม่เคยอ้างถึงพระไตรปิฏกเลย เพราะ มันไม่มีหลักฐานใดๆ ในพระไตรปิฎก

พระมหาโชดกบ้า เพ้อ เพี้ยน ไปตามคำสอนของพระพม่าแบบมืดบอดทางปัญญา เท่านั้น