ยุบหนอพองหนอฉิบหายวายป่วงแล้ว




ขอให้ดูภาพทั้ง 3 ภาพ ด้านบน

ภาพที่ 1- เป็นภาพของ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของมหาโชดก ที่อ้างในระยะหลังๆ ว่า ท่านบรรลุพระอนาคามีแล้ว  จริงหรือไม่จริงอ่านต่อไปก็รู้เอง

แต่หลักฐานที่สังคมรู้กันก็คือ  ดร. สนอง วรอุไรไปเชียร์สมีเณรคำว่า เป็นพระอรหันต์ ให้เอาทองคำที่มีทั้งหมดไปถวายสมีเณรคำ

เชียร์ไปได้พักเดียว ความชั่ว ความเลวของสมีเณรคำก็ปรากฏออกมา  ดร. สนอง วรอุไรก็หนีหายไปจากสังคมตั้งแต่บัดนั้น

นั่นก็เป็นหลักฐานว่า ดร. สนอง วรอุไรไม่น่าจะใช่พระอนาคามีแน่ๆ  พระปาราชิกมาตั้งนานแล้วอย่างสมีเณรคำ  ท่านยังไม่รู้ แล้ว ดร. สนอง วรอุไรจะเป็นพระอนาคามีไปได้อย่างไร

ภาพที่ 2- เป็นภาพของหลวงพ่อวัดป่ามะม่วง (หลวงพ่อจรัญ)  คำว่า “หลวงพ่อวัดป่ามะม่วง” ผมเรียกท่านเอง เพื่อให้สอดคล้องกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ 

หลวงพ่อวัดป่ามะม่วง ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของผมเอง ตอนที่บวช 1 พรรษา ณ วัดอัมพวัน 

หลวงพ่อวัดป่ามะม่วงท่านเป็นคนทำให้ชื่อเสียงของสายยุบหนอพองหนอดังขึ้นมา มีคนปฏิบัติธรรมตามสายยุบหนอพองหนอมากขึ้น

เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว  การเผยแพร่การปฏิบัติธรรมของสายยุบหนอพองหนอมีปัญหาแน่ๆ เพราะ ลูกศิษย์ของท่าน ไม่ได้เก่งเหมือนท่าน

ตรงนี้ขอบอกความแปลกประหลาดของสายยุบหนอพองหนอกันนิดหนึ่ง  บุคคลที่ทำให้สายยุบหนอพองหนอดังขึ้นมามาก  ต้องยอมรับว่า ดร. สนอง วรอุไร กับหลวงพ่อวัดป่ามะม่วง 1 คน กับ 1 รูปนี้ มีส่วนเป็นอย่างมาก

การดังของดร. สนอง วรอุไร กับหลวงพ่อวัดป่ามะม่วงนั้น แปลกประหลาดก็คือ ท่านเห็นผี ท่านเห็นเทวดา ท่านจึงดังขึ้นมา  แต่คำสอนของสายยุบหนอพองหนอ “ห้ามเห็นอะไร”

มันจึงเป็นการดังแบบแปลกๆ ในสายตาของผม

ภาพที่ 3- เป็นภาพของ พระมหาสมลักษณ์ คนฺธสาโร กำลังดูหนังโป๊

พระมหาสมลักษณ์นี่ เป็นกำลังหลังของสายยุบหนอพองหนอของภาคเหนือ  ท่านไปเรียนจบมาจากพม่าเลย 

แล้วก็มาได้เปรียญ 9 ของไทย จบจบปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีความเชี่ยวชาญภาษาบาลีมาก

ผมคาดหวังว่า พระมหาสมลักษณ์น่าจะเป็นผู้สืบสายการปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอต่อไป และคุณวุฒิ ประวัติการศึกษาดีที่สุดของสายยุบหนอพองหนอ

ท่านดันมาเสือกนั่งดูหนังโป๊  ไม่ว่าท่านจะดูเพื่อศึกษา ดูเพื่ออะไรก็ตาม  ชื่อเสียงคงเอาคืนมาไม่ได้เสียแล้ว

ในเมื่อบุคคลที่เป็นความหวังของสายยุบหนอพองหนอเป็นอย่างนี้  สายยุบหนอพองหนอก็ถึงคราวฉิบหายวายป่วงกันแน่ๆ

..........................
แหล่งข้อมูลในการเขียนบทความ:
เสื่อมจริง! เจ้าอาวาสวัดลำปางระดับ นธ.เอก-ปธ.9 นั่งดูหนังโป๊ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000018050






ความงี่เง่าของศิษย์มหาโชดก

ครูจะเก่งหรือไม่เก่งนั้น โดยหลักการแล้ว นอกจากจะไปสังเกตการณ์การสอน ศึกษาจากตำรา ฯลฯ แล้ว  อีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ก็คือ ความสามารถของลูกศิษย์ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

เท่าที่ศึกษามา ยังไม่เคยพบเห็นลูกศิษย์ของมหาโชดกที่ได้เรื่องได้ราวแม้แต่คนเดียว

หลายปีมาแล้ว มีคนใช้ชื่อนามแฝงว่า “CALAVERITE” ได้นำความงี่เง่าของมหาโชดกกับสาวกมาเผยแพร่ไว้ในสื่อออนไลน์ ผมก็คัดลอกเก็บไว้นานแล้ว 

วันนี้ ถึงคราวเอามาเผยแพร่กันต่อ เพราะ เห็นว่าเป็นข้อความที่เข้าชุดกันกับบล็อกนี้

ก่อนอื่นต้องกล่าวไว้ก่อนว่า ความงี่เง่าของศิษย์มหาโชดกนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่เก่า หรือล้าสมัยอะไร 

ที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของมหาโชดกก็ทำเรื่องฉิบหายวายป่วงไปแล้ว ถึงขณะนี้ยังดำดินอยู่เลยไม่กล้าออกไปไหน

เรื่องของเรื่องก็คือ ดร. สนอง วรอุไรไปเชียร์สมีเณรคำว่า เป็นพระอรหันต์ ให้เอาทองคำที่มีทั้งหมดไปถวายสมีเณรคำ

เชียร์ไปได้พักเดียว ความชั่ว ความเลวของสมีเณรคำก็ปรากฏออกมา  ดร. สนอง วรอุไรก็หนีหายไปจากสังคมตั้งแต่บัดนั้น

อ่านข้อความของคุณ CALAVERITE ได้เลย

โดยสาเหตุดังกล่าว จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุกับท่านเจ้าคุณโชดก ที่วัดมหาธาตุช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน ที่ต้องปิดกันให้แซด

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับมหาโชดกในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น ผมไม่มีความรู้เลย ใครมีความรู้ก็ช่วยกันเอามาเผยแพร่ให้รู้กันให้กว้างขวางออกไปอีก จะเป็นพระคุณอย่างสูง

ท่านเจ้าคุณโชดกท่านเป็นปราชญ์ทางปริยัติจริง แต่ไม่ใช่ทางปฏิบัติ

การศึกษาภาคปฏิบัติของท่านที่พม่านั้น ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะท่านมีความตั้งใจจะเอาวิชาหนอมาสอนมากเกินไป

ตรงนี้ผมเห็นด้วยเฉพาะส่วนที่ว่า “ภาคปฏิบัติของมหาโชดกไม่ได้ผลเท่าที่ควร”  ส่วนที่ว่ามหาโชดกเป็น “ปราชญ์ทางปริยัติ” นั้น ผมไม่เห็นด้วย

หลักฐานของผมก็คือ หนังสือที่มหาโชดกเขียนแต่ละเล่มนั้น ขาดมาตรฐานเป็นอย่างมาก มั่ว งง ไม่รู้จริง สับสน  หาสาระที่แน่นอนอะไรไม่ได้

ทราบจากวิทยาศาสตร์บัณฑิต แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง ซึ่งปฏิบัติกรรมฐานที่พม่ารุ่นเดียวกับท่านเจ้าคุณโชดก แต่ผลการปฏิบัติของท่านเหนือกว่าเจ้าคุณโชดกมาก

ข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าท่านเจ้าคุณโชดกนั้นยังไม่เข้าใจวิชาหนออย่างท่องแท้ คือ

๑. สามเณรรูปแรกที่วัดมหาธาตุรับรองว่าบรรลุญาณ ๑๖ ทั้งที่พระอาจารย์อาสภะ ค้านว่าน่าจะได้ปฐมฌาณหยาบ

ทางสำนักหนอได้นำสามเณรรูปนี้ไปนั่งโชว์ตัวแข็งตามวัดต่างๆ โด่งดังมากในสมัยนั้น

แต่ไม่สามารถทำให้ตัวแข็งได้ที่วัดปากน้ำ เป็นไปตามที่หลวงพ่อสดบอกให้ศิษย์ท่านทราบล่วงหน้า

ต่อมา สามเณรรูปนั้นสึก กลายเป็นหัวขโมยวัวควายตัวยง บ้านอยู่ใกล้วัดพระพุทธบาตรตากผ้าลำพูน

พระอาจารย์อาสภะนั้นคือ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ เจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม ตำบลหนองไผ่แก้ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ถ้าจำไม่ผิด เมื่อมหาโชดกเรียนไม่จบจากพม่า  ทางพม่าส่งพระมาคุม 2 รูป  พระอาสภะเป็นหนึ่งใน 2 รูปนั้น  พระอาสภะสอนที่วัดมหาธาตุ 10 ปี จึงไปอยู่ที่ชลบุรี

๒. พระที่บรรลุญาณ ๑๖ จากสายหนอ ไปปฏิบัติธรรมที่วิเวกอาศรม ด้วยความอยากเป็นเจ้าสำนักแทนอาจารย์อาสภะ  จึงได้คบคิดกันรุมทำร้ายพระอาจารย์อาสภะ โชคดี พระอาจารย์อาสภะไม่มรณภาพ

พวกบรรลุญาณ ๑๖ ปลอมเหล่านั้น ก็ถูกจับเข้าตะรางไปตามระเบียบ ไปสืบถามตำรวจที่ชลบุรีได้

เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องจริง  แล้วก็สอดคล้องกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผม คือ สาวกมหาโชดก ดูมันจะบรรลุญาณกันง่ายไป 

เดินพองไป ยุบมา  เดี๋ยวก็ผ่านญาณ 1-2-3 แล้ว  มันจะได้ญาณกันง่ายอะไรขนาดนั้น

๓. ท่านไพรวัลวัดทุ่งกร่าง เล่าว่า ท่านสงสัยว่า ทำไมสามเณรที่อาจารย์รับรองว่าบรรลุญาณ ๑๖ ได้ไม่ถึงอาทิตย์ชกต่อยกัน นี้ก็แสดงว่า สามเณรเหล่านั้นบรรลุญาณ ๑๖ ปลอม

๔. อาจารย์โด่งดังอีกท่านหนึ่ง โม้ว่าบรรลุญาณ ๑๖ เป็นพระโสดาบันของวัดมหาธาตุ แล้วยังคุยโม้ว่า หลังจากนั้นได้ไปเรียนวิชาโหราศาสตร์กับสมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ

แปลกเหนาะ พระโสดาบันยังอยากเรียนวิชาขวางทางนิพพาน

นี้ก็แสดงว่า บรรลุโสดาปลอม แถมไปโม้ต่อว่าดุสิตเป็นชั้นสูงสุดของดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ไปโปรดพุทธมารดาที่ดาวดึงส์ด้วยกายทิพย์

๕. สำนักวิเวกอาศรมของอาจารย์อาสภะไม่รับรองผู้จบญาณ ๑๖ สายวัดมหาธาตุ ไปสืบดูก็จะเห็นจริง แต่ไม่ใช่ไปสืบกับพวกที่วัดมหาธาตุส่งไปนะ

ขอให้ไปพิสูจน์ตามที่แนะนำ จะได้ตาสว่าง ไม่เอาอะไรมาตั้งกระทู้ทำนองนี้อีก

ขอแถมอีกเรื่อง หลังจากมีหนังสือวิจารณ์นิทานมุสาวาทเล่มหนึ่งส่งให้คณะ ๕ วัดมหาธาตุฯอ่าน

ปรากฏว่า ประวัติเจ้าคุณโชดกฉบับพิมพ์ใหม่ โดยสำนักพิมพ์กู๊ดมอนิ่ง& วันเวิลด์ ที่บอกว่าพิมพ์ครั้งแรก ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จัดพิมพ์ถวาย มี ๑๗ หน้า ไม่รวมหน้าปก

ถึงกับต้องเอาวันเวลาที่เขาเกณฑ์ให้หลวงพ่อสดไปเรียนกรรมฐานแบบหนอออก เพื่อจะทำให้การจับผิดนิทานโกหกยากขึ้นอีกนิด

ไปขอหนังสือระวัติ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ. ๙) เล่มดังกล่าวได้ที่คณะ ๕ วัดมหาธาตุ โทร ๐ ๒๒๒๒-๖๐๑๑, ๐ ๒๒๒๒-๔๙๘๑

หรือว่าเอามะพร้าวมาขายสวน ไม่ว่ากันนะ

จากคุณ : CALAVERITE

นี่คือ ความโง่งี่เง่าของมหาโชดกที่บุคคลอื่นเผยแพร่  จะเห็นว่า ก็สอดคล้องกับข้อเขียนที่ผมได้เขียนไปแล้วเป็นอย่างดี

การที่มหาโชดกมรณภาพแล้วไปนรก ก็สมควรแก่กรรมของท่านแล้ว 






สติปัฏฐานกับวิปัสสนา

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2503 พระมหาโชดกได้เทศน์เรื่อง “พระพุทธเข้าทรงพร่ำสอนวิปัสสนา” มีเนื้อหาที่โกหกแบบหน้าด้านๆ แบบไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น  อยู่ในหนังสือหน้า 13 ดังนี้

ถาม. การเจริญสติปัฏฐาน ๔ กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่างกันหรือเหมือนกัน?

ตอบ. เหมือนกันคือ เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่ตัวหนังสือเท่านั้น ส่วนเนื้อความเป็นอันเดียวกัน เจริญวิปัสสนาก็คือเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลานั่งกำหนด ยืนกำหนด นอนกำหนด เดินกำหนด อยู่นั้น สติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม มีอยู่พร้อมบริบูรณ์แล้ว เว้นไว้แต่ผู้นั้น จะไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น

ข้อความตรงนี้ มีทั้งผิด ทั้งแปลก ดังนี้

ที่ว่าผิดก็คือ  การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า ไม่ใช่ทั้งวิปัสสนากรรมฐาน และก็ไม่ใช่สติปัฏฐาน 4 พระพม่าโกหกเอาดื้อๆ แบบไม่เป็นวิชาการ

วิปัสสนากรรมฐาน กับสติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตัวหนังสือต่างกัน การปฏิบัติธรรมก็ต่างกัน ที่เหมือนกันคือ “ต้องเห็น” เท่านั้น

วิปัสสนาแปลว่า “เห็นแจ้ง” 

ส่วนกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น เป็นการ “ตามเห็น” ซึ่ง กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

คือ เมื่อจิตสงบระงับแล้วจากสมถะกรรมฐาน ซึ่งต้องมีการเห็นแล้ว  ก็มาเห็นแจ้งใน ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

ต่อจากนั้นก็ต้องมาตามเห็นในสติปัฏฐาน 4 ล้วนก็ต้องไปเห็นโพธิปักขยธรรมที่เหลืออีก

ที่ว่าแปลกก็คือ “เว้นไว้แต่ผู้นั้น จะไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น” ข้อความนี้ เป็นคำสอนที่ “โคตรงี่เง่า” และ “โคตรน่ารังเกียจ” ที่สุด  การที่พระมหาโชดกตายห่าไปแล้ว ตนนรกก็ไม่ต้องสงสัย

ข้อความที่ว่า “เว้นไว้แต่ผู้นั้น จะไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น” มีไว้สำหรับด่าคนที่ไม่เห็นด้วย และทำไม่ได้ ซึ่งมันไม่มีทำได้หรอก เพราะ พระพม่าสอนผิด

ที่ว่าทำตามได้ก็ “หลอกกันเองทั้งนั้น

ถาม. ถ้าเว้นจากวิปัสสนาเสียแล้ว ทางอื่นที่จะให้ถึงมรรค ผล นิพพานนั้นมีอีกหรือไม่? ยกหลักฐานประกอบ?

ตอบ. ไม่มีเลยฯ มีหลักฐานยืนยันอยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า  “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ฯลฯ ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา”  

ความว่า
ดูกร ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ทางคือสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นทางสายเดียวที่เป็นไปพร้อมเพื่ดความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกเศร้าเสียใจปริเวทยาการต่างๆ เพื่อดับทุกข์ ดับโทมนัส เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพานดังนี้

ข้อความนี้ก็โกหกไม่รู้อีกกี่ชั้น 

ตอนนี้ ผมชักสงสัยว่า ศิษยานุศิษย์ของพระมหาโชดกที่ช่วยกันพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา มันคงเป็นควายกันทั้งหมด  ไม่ได้รู้เลยว่า ความถูกต้องนั้นคืออะไร

พวกนี้ ทำไมมันถึงได้โง่กันถึงขนาดนั้น...  ขอสรุปหลักฐานสนับสนุนของผมเป็น 5 ข้อ ดังนี้

1) ผมได้บอกไปแล้วว่า วิปัสสนากับสติปัฏฐานนั้น คนละหัวข้อธรรมะ

2) การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่าที่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่ใช่ทั้งวิปัสสนา กับ สติปัฏฐาน 4

3) สติปัฏฐานไม่สามารถทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ สติปัฏฐานนั้นอยู่ในโพธิปักขธรรม 37


ขอให้เปรียบเทียบดู สติปัฏฐานนั้น เป็นพื้นฐานของอีก 6 หัวข้อธรรมใหญ่ๆ นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องผ่านวิชชา 3 กับอริยสัจ 4 ด้วย 

ขอให้สังเกตดูว่า มรรคมีองค์ 8 นั้น อยู่ในอริยสัจ 4

4) สติปัฏฐานไม่ใช่ทางสายเดียว  ยังมีหัวข้อธรรมอื่นๆ อีกที่เป็นทางสายเดียว เช่น

- ขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส
ในขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส มีข้อความที่แสดงเอกายนมรรคว่า คือ “สติ” ดังข้อความว่า

“ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ, สติ สรณตา ธารณตา อปิลาปนตา อสฺสมฺมุสฺสนตา, สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค, อยํ วุจฺจติ สติ”

แปลว่า “ความระลึก ความระลึกถึง ความระลึกเฉพาะ ความระลึกกิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค ธรรมนี้ เรียกว่า สติ.”

- ขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส

“สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 เรียกว่า เอกายนมรรค”

พระมหาโชดก มัวหน้ามืดตามัวก้มกราบพระพม่าตูดกระดก จนไม่ได้เงยหน้ามาอ่านพระไตรปิฎกหรือไงก็ไม่ทราบ ถึงไม่รู้ว่า สติก็คือ ทางสายเดียว โพธิปักขยธรรมก็คือ ทางสายเดียว

พูดให้ชัดๆ ก็คือ หัวข้อธรรมะทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น เป็นทางสายเดียวทั้งสิ้น

5) สุดท้ายเลย  พระมหาโชดกเอย พระพม่าเอย สาวกของพระพม่าเอย ผมไม่เห็นว่า พวกนี้จะอธิบายได้เลยว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร

นี่ก็คือ หลักฐานความโง่งี่เง่า ความตระลบตระแลงของพระมหาโชดก ซึ่งลงนรกไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้ว