ธุระในศาสนา


หัวข้อแรกของหนังสือเล่มนี้ก็คือ “ธุระในพระพุทธศาสนา” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2503 

ตอนนั้น ผมอายุ 4 ขวบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย  ตอนนี้ 59 ขวบ รู้เรื่องดีแล้ว ก็มาวิพากษ์วิจารณ์กัน

พระมหาโชดก ท่านก็บอกว่า ธุระมี 2 อย่างคือ คันถธุระ คือ การเรียน และ วิปัสสนาธุระ คือ การปฏิบัติ

สาวกของพระพม่าชอบยกตรงนี้มาก เพราะ เข้าใจผิดไปเยอะ คือ ไปคิดว่า “วิปัสสนาธุระ” กับ “วิปัสสนากรรมฐาน” เป็นสิ่งเดียวกัน

จึงมีการตีความเลยเถิดไปว่า วิปัสสนา” ก็สามารถพาไปนิพพานได้  ไปได้อย่างรวดเร็วเสียด้วย

ความจริงวิปัสสนาธุระนั้น  หมายความรวมถึง สมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน โพธิปักขยธรรม วิชชา 3 ฯลฯ ทั้งหมด  

ต่อมา เนื้อหาของหนังสือก็เป็นดังนี้ คือ มีการตั้งเป็นคำถามคำตอบ ดังนี้

ถาม. สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานต่างกันอย่างไร? มีข้อที่พึงสังเกตตรงไหน?

ตอบ. ต่างกันอย่างนี้คือ

๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์
๒. วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์

กรรมฐานทั้ง ๒ นี้ มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังนี้คือ

๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์ กรรมฐาน ๔๐ นั้นคือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุวตถาน ๑

ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมาอรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐาน

๒. วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น

ถ้าใครเอาขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น มาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ผู้นั้นชื่อว่า เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฎีกา ทั้งนั้น  [หนังสือคำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน หน้าที่ ๕]

ข้อความที่ผมเน้นสีแดงไว้นั้น คือ ข้อความที่พระมหาโชดกบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นไปตามการตีความที่ผิดๆ ของพระพม่า แบบหมดท่า หมดรูปจริงๆ

จากการอ่านหนังสือของพระมหาโชดกมาหลายเล่ม พระมหาโชดกนี่ ภาษาบาลีท่านใช้ได้จริง แต่แทนที่จะใช้ภาษาบาลีเพื่อสร้างบารมีของตนเอง  พระมหาโชดกกลับไปทำเรื่องให้ตนเองตกนรก และก็ตกนนรกจริงๆ เสียด้วย และน่าจะยาวนานอย่างมาก...............................เสียด้วย

ถ้าพระมหาโชดกซื่อสัตย์ต่อการเรียนภาษาบาลีของตนเอง สอนพุทธศาสนิกชนไปตามหลักการของภาษาบาลีก็คงไม่ตกนรก 

แต่นี่ดันไปเสือกเชื่อพระพม่า  ก็เลยสอนบิดเบือนผิดเพี้ยนไปตามพระพม่า

ข้อความนี้ “วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์ นี่ก็เริ่มบิดเบือนแล้ว และข้อความก็ไม่ตรงกับข้อความด้านล่าง ที่ว่า “วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

ขอให้สังเกตดู เดี๋ยวก็ว่า “มีปรมัตถเป็นอารมณ์” ต่อมาก็ว่า “มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์”  ตกลงแล้วพระมหาโชดก ท่านเข้าใจที่ท่านเขียนหรือเปล่า

ข้อความที่ว่า “มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์”  นั้นยอมรับได้ ถ้าอธิบายแบบซื่อๆ ว่า ต้องเห็นแจ้งใน ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เพราะวิปัสสนาแปลว่า เห็นแจ้ง

พระมหาโชดกไม่เคยสอนให้เห็น  ในประวัติการเรียนของ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของพระมหาโชดก ซึ่งตอนนี้หนีหายไปจากสังคมแล้ว

ดร. สนองบอกว่า “เห็นเทวดา” พระมหาโชดกบอกผิด การเห็นทั้งหมดผิด ห้ามเห็นด้วยประการใดๆ

ส่วนข้อความที่ว่า วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา” นี่ก็ไม่รู้ว่า พระมหาโชดก หมายความว่าอย่างไร

วิปัสสนากรรมฐานก็คือ การปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ซึ่งต้องเห็นอย่างชัดแจ้ง  ไปเกี่ยวกับ “กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา” ตรงไหน

ต่อมาข้อความท้ายๆ ของเรื่องสมถกรรมฐานที่ว่า “ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมาอรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐานนี่ก็เป็นการโจมตีสายพุทโธ กับสายวิชาธรรมกายว่าเป็นสมถกรรมฐานอย่างเดียว

การโจมตีสายการปฏิบัติธรรมในประเทศไทยว่าเป็นสมถกรรมฐาน ไม่สามารถพาไปนิพพานได้นั้น พระมหาโชดกเขียนไว้หลายที่หลายแห่งเป็นอย่างมาก

ต่อมาข้อความนี้ วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น”  นี่ก็เจตนาบิดเบือน

รูปกับนามนั้น หมายถึง “ขันธ์ 5” เท่านั้น ไม่มีหมายถึงหัวข้อธรรมะอื่นๆ รูป = กาย  นาม = เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แค่นั้น

หัวข้อธรรมะอื่นๆ ทั้งหมด เป็นรูปนามไม่ได้อีกแล้ว 

สุดท้ายเลยก็ข้อความนี้ “ที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฎีกา ทั้งนั้นอันนี้ไม่จริง อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้ว 

พระมหาโชดกใช้วิธีการโกงแบบหมกเม็ด คือ อ้างพระไตรปิฎกเฉพาะที่มาของข้อความ แต่ไม่ได้อ้างพระไตรปิฎกในกรณีที่มีการสนับสนุน 

เอาง่ายๆ เลยก็คือ ข้อความที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ไปนั้น พระมหาโชดกไม่เคยอ้างถึงพระไตรปิฏกเลย เพราะ มันไม่มีหลักฐานใดๆ ในพระไตรปิฎก

พระมหาโชดกบ้า เพ้อ เพี้ยน ไปตามคำสอนของพระพม่าแบบมืดบอดทางปัญญา เท่านั้น






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น