บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ยุบหนอพองหนอฉิบหายวายป่วงแล้ว




ขอให้ดูภาพทั้ง 3 ภาพ ด้านบน

ภาพที่ 1- เป็นภาพของ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของมหาโชดก ที่อ้างในระยะหลังๆ ว่า ท่านบรรลุพระอนาคามีแล้ว  จริงหรือไม่จริงอ่านต่อไปก็รู้เอง

แต่หลักฐานที่สังคมรู้กันก็คือ  ดร. สนอง วรอุไรไปเชียร์สมีเณรคำว่า เป็นพระอรหันต์ ให้เอาทองคำที่มีทั้งหมดไปถวายสมีเณรคำ

เชียร์ไปได้พักเดียว ความชั่ว ความเลวของสมีเณรคำก็ปรากฏออกมา  ดร. สนอง วรอุไรก็หนีหายไปจากสังคมตั้งแต่บัดนั้น

นั่นก็เป็นหลักฐานว่า ดร. สนอง วรอุไรไม่น่าจะใช่พระอนาคามีแน่ๆ  พระปาราชิกมาตั้งนานแล้วอย่างสมีเณรคำ  ท่านยังไม่รู้ แล้ว ดร. สนอง วรอุไรจะเป็นพระอนาคามีไปได้อย่างไร

ภาพที่ 2- เป็นภาพของหลวงพ่อวัดป่ามะม่วง (หลวงพ่อจรัญ)  คำว่า “หลวงพ่อวัดป่ามะม่วง” ผมเรียกท่านเอง เพื่อให้สอดคล้องกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ 

หลวงพ่อวัดป่ามะม่วง ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของผมเอง ตอนที่บวช 1 พรรษา ณ วัดอัมพวัน 

หลวงพ่อวัดป่ามะม่วงท่านเป็นคนทำให้ชื่อเสียงของสายยุบหนอพองหนอดังขึ้นมา มีคนปฏิบัติธรรมตามสายยุบหนอพองหนอมากขึ้น

เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว  การเผยแพร่การปฏิบัติธรรมของสายยุบหนอพองหนอมีปัญหาแน่ๆ เพราะ ลูกศิษย์ของท่าน ไม่ได้เก่งเหมือนท่าน

ตรงนี้ขอบอกความแปลกประหลาดของสายยุบหนอพองหนอกันนิดหนึ่ง  บุคคลที่ทำให้สายยุบหนอพองหนอดังขึ้นมามาก  ต้องยอมรับว่า ดร. สนอง วรอุไร กับหลวงพ่อวัดป่ามะม่วง 1 คน กับ 1 รูปนี้ มีส่วนเป็นอย่างมาก

การดังของดร. สนอง วรอุไร กับหลวงพ่อวัดป่ามะม่วงนั้น แปลกประหลาดก็คือ ท่านเห็นผี ท่านเห็นเทวดา ท่านจึงดังขึ้นมา  แต่คำสอนของสายยุบหนอพองหนอ “ห้ามเห็นอะไร”

มันจึงเป็นการดังแบบแปลกๆ ในสายตาของผม

ภาพที่ 3- เป็นภาพของ พระมหาสมลักษณ์ คนฺธสาโร กำลังดูหนังโป๊

พระมหาสมลักษณ์นี่ เป็นกำลังหลังของสายยุบหนอพองหนอของภาคเหนือ  ท่านไปเรียนจบมาจากพม่าเลย 

แล้วก็มาได้เปรียญ 9 ของไทย จบจบปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีความเชี่ยวชาญภาษาบาลีมาก

ผมคาดหวังว่า พระมหาสมลักษณ์น่าจะเป็นผู้สืบสายการปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอต่อไป และคุณวุฒิ ประวัติการศึกษาดีที่สุดของสายยุบหนอพองหนอ

ท่านดันมาเสือกนั่งดูหนังโป๊  ไม่ว่าท่านจะดูเพื่อศึกษา ดูเพื่ออะไรก็ตาม  ชื่อเสียงคงเอาคืนมาไม่ได้เสียแล้ว

ในเมื่อบุคคลที่เป็นความหวังของสายยุบหนอพองหนอเป็นอย่างนี้  สายยุบหนอพองหนอก็ถึงคราวฉิบหายวายป่วงกันแน่ๆ

..........................
แหล่งข้อมูลในการเขียนบทความ:
เสื่อมจริง! เจ้าอาวาสวัดลำปางระดับ นธ.เอก-ปธ.9 นั่งดูหนังโป๊ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000018050






ความงี่เง่าของศิษย์มหาโชดก

ครูจะเก่งหรือไม่เก่งนั้น โดยหลักการแล้ว นอกจากจะไปสังเกตการณ์การสอน ศึกษาจากตำรา ฯลฯ แล้ว  อีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ก็คือ ความสามารถของลูกศิษย์ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

เท่าที่ศึกษามา ยังไม่เคยพบเห็นลูกศิษย์ของมหาโชดกที่ได้เรื่องได้ราวแม้แต่คนเดียว

หลายปีมาแล้ว มีคนใช้ชื่อนามแฝงว่า “CALAVERITE” ได้นำความงี่เง่าของมหาโชดกกับสาวกมาเผยแพร่ไว้ในสื่อออนไลน์ ผมก็คัดลอกเก็บไว้นานแล้ว 

วันนี้ ถึงคราวเอามาเผยแพร่กันต่อ เพราะ เห็นว่าเป็นข้อความที่เข้าชุดกันกับบล็อกนี้

ก่อนอื่นต้องกล่าวไว้ก่อนว่า ความงี่เง่าของศิษย์มหาโชดกนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่เก่า หรือล้าสมัยอะไร 

ที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของมหาโชดกก็ทำเรื่องฉิบหายวายป่วงไปแล้ว ถึงขณะนี้ยังดำดินอยู่เลยไม่กล้าออกไปไหน

เรื่องของเรื่องก็คือ ดร. สนอง วรอุไรไปเชียร์สมีเณรคำว่า เป็นพระอรหันต์ ให้เอาทองคำที่มีทั้งหมดไปถวายสมีเณรคำ

เชียร์ไปได้พักเดียว ความชั่ว ความเลวของสมีเณรคำก็ปรากฏออกมา  ดร. สนอง วรอุไรก็หนีหายไปจากสังคมตั้งแต่บัดนั้น

อ่านข้อความของคุณ CALAVERITE ได้เลย

โดยสาเหตุดังกล่าว จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุกับท่านเจ้าคุณโชดก ที่วัดมหาธาตุช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน ที่ต้องปิดกันให้แซด

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับมหาโชดกในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น ผมไม่มีความรู้เลย ใครมีความรู้ก็ช่วยกันเอามาเผยแพร่ให้รู้กันให้กว้างขวางออกไปอีก จะเป็นพระคุณอย่างสูง

ท่านเจ้าคุณโชดกท่านเป็นปราชญ์ทางปริยัติจริง แต่ไม่ใช่ทางปฏิบัติ

การศึกษาภาคปฏิบัติของท่านที่พม่านั้น ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะท่านมีความตั้งใจจะเอาวิชาหนอมาสอนมากเกินไป

ตรงนี้ผมเห็นด้วยเฉพาะส่วนที่ว่า “ภาคปฏิบัติของมหาโชดกไม่ได้ผลเท่าที่ควร”  ส่วนที่ว่ามหาโชดกเป็น “ปราชญ์ทางปริยัติ” นั้น ผมไม่เห็นด้วย

หลักฐานของผมก็คือ หนังสือที่มหาโชดกเขียนแต่ละเล่มนั้น ขาดมาตรฐานเป็นอย่างมาก มั่ว งง ไม่รู้จริง สับสน  หาสาระที่แน่นอนอะไรไม่ได้

ทราบจากวิทยาศาสตร์บัณฑิต แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง ซึ่งปฏิบัติกรรมฐานที่พม่ารุ่นเดียวกับท่านเจ้าคุณโชดก แต่ผลการปฏิบัติของท่านเหนือกว่าเจ้าคุณโชดกมาก

ข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าท่านเจ้าคุณโชดกนั้นยังไม่เข้าใจวิชาหนออย่างท่องแท้ คือ

๑. สามเณรรูปแรกที่วัดมหาธาตุรับรองว่าบรรลุญาณ ๑๖ ทั้งที่พระอาจารย์อาสภะ ค้านว่าน่าจะได้ปฐมฌาณหยาบ

ทางสำนักหนอได้นำสามเณรรูปนี้ไปนั่งโชว์ตัวแข็งตามวัดต่างๆ โด่งดังมากในสมัยนั้น

แต่ไม่สามารถทำให้ตัวแข็งได้ที่วัดปากน้ำ เป็นไปตามที่หลวงพ่อสดบอกให้ศิษย์ท่านทราบล่วงหน้า

ต่อมา สามเณรรูปนั้นสึก กลายเป็นหัวขโมยวัวควายตัวยง บ้านอยู่ใกล้วัดพระพุทธบาตรตากผ้าลำพูน

พระอาจารย์อาสภะนั้นคือ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ เจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม ตำบลหนองไผ่แก้ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ถ้าจำไม่ผิด เมื่อมหาโชดกเรียนไม่จบจากพม่า  ทางพม่าส่งพระมาคุม 2 รูป  พระอาสภะเป็นหนึ่งใน 2 รูปนั้น  พระอาสภะสอนที่วัดมหาธาตุ 10 ปี จึงไปอยู่ที่ชลบุรี

๒. พระที่บรรลุญาณ ๑๖ จากสายหนอ ไปปฏิบัติธรรมที่วิเวกอาศรม ด้วยความอยากเป็นเจ้าสำนักแทนอาจารย์อาสภะ  จึงได้คบคิดกันรุมทำร้ายพระอาจารย์อาสภะ โชคดี พระอาจารย์อาสภะไม่มรณภาพ

พวกบรรลุญาณ ๑๖ ปลอมเหล่านั้น ก็ถูกจับเข้าตะรางไปตามระเบียบ ไปสืบถามตำรวจที่ชลบุรีได้

เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องจริง  แล้วก็สอดคล้องกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผม คือ สาวกมหาโชดก ดูมันจะบรรลุญาณกันง่ายไป 

เดินพองไป ยุบมา  เดี๋ยวก็ผ่านญาณ 1-2-3 แล้ว  มันจะได้ญาณกันง่ายอะไรขนาดนั้น

๓. ท่านไพรวัลวัดทุ่งกร่าง เล่าว่า ท่านสงสัยว่า ทำไมสามเณรที่อาจารย์รับรองว่าบรรลุญาณ ๑๖ ได้ไม่ถึงอาทิตย์ชกต่อยกัน นี้ก็แสดงว่า สามเณรเหล่านั้นบรรลุญาณ ๑๖ ปลอม

๔. อาจารย์โด่งดังอีกท่านหนึ่ง โม้ว่าบรรลุญาณ ๑๖ เป็นพระโสดาบันของวัดมหาธาตุ แล้วยังคุยโม้ว่า หลังจากนั้นได้ไปเรียนวิชาโหราศาสตร์กับสมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ

แปลกเหนาะ พระโสดาบันยังอยากเรียนวิชาขวางทางนิพพาน

นี้ก็แสดงว่า บรรลุโสดาปลอม แถมไปโม้ต่อว่าดุสิตเป็นชั้นสูงสุดของดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ไปโปรดพุทธมารดาที่ดาวดึงส์ด้วยกายทิพย์

๕. สำนักวิเวกอาศรมของอาจารย์อาสภะไม่รับรองผู้จบญาณ ๑๖ สายวัดมหาธาตุ ไปสืบดูก็จะเห็นจริง แต่ไม่ใช่ไปสืบกับพวกที่วัดมหาธาตุส่งไปนะ

ขอให้ไปพิสูจน์ตามที่แนะนำ จะได้ตาสว่าง ไม่เอาอะไรมาตั้งกระทู้ทำนองนี้อีก

ขอแถมอีกเรื่อง หลังจากมีหนังสือวิจารณ์นิทานมุสาวาทเล่มหนึ่งส่งให้คณะ ๕ วัดมหาธาตุฯอ่าน

ปรากฏว่า ประวัติเจ้าคุณโชดกฉบับพิมพ์ใหม่ โดยสำนักพิมพ์กู๊ดมอนิ่ง& วันเวิลด์ ที่บอกว่าพิมพ์ครั้งแรก ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จัดพิมพ์ถวาย มี ๑๗ หน้า ไม่รวมหน้าปก

ถึงกับต้องเอาวันเวลาที่เขาเกณฑ์ให้หลวงพ่อสดไปเรียนกรรมฐานแบบหนอออก เพื่อจะทำให้การจับผิดนิทานโกหกยากขึ้นอีกนิด

ไปขอหนังสือระวัติ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ. ๙) เล่มดังกล่าวได้ที่คณะ ๕ วัดมหาธาตุ โทร ๐ ๒๒๒๒-๖๐๑๑, ๐ ๒๒๒๒-๔๙๘๑

หรือว่าเอามะพร้าวมาขายสวน ไม่ว่ากันนะ

จากคุณ : CALAVERITE

นี่คือ ความโง่งี่เง่าของมหาโชดกที่บุคคลอื่นเผยแพร่  จะเห็นว่า ก็สอดคล้องกับข้อเขียนที่ผมได้เขียนไปแล้วเป็นอย่างดี

การที่มหาโชดกมรณภาพแล้วไปนรก ก็สมควรแก่กรรมของท่านแล้ว 






สติปัฏฐานกับวิปัสสนา

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2503 พระมหาโชดกได้เทศน์เรื่อง “พระพุทธเข้าทรงพร่ำสอนวิปัสสนา” มีเนื้อหาที่โกหกแบบหน้าด้านๆ แบบไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น  อยู่ในหนังสือหน้า 13 ดังนี้

ถาม. การเจริญสติปัฏฐาน ๔ กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่างกันหรือเหมือนกัน?

ตอบ. เหมือนกันคือ เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่ตัวหนังสือเท่านั้น ส่วนเนื้อความเป็นอันเดียวกัน เจริญวิปัสสนาก็คือเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลานั่งกำหนด ยืนกำหนด นอนกำหนด เดินกำหนด อยู่นั้น สติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม มีอยู่พร้อมบริบูรณ์แล้ว เว้นไว้แต่ผู้นั้น จะไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น

ข้อความตรงนี้ มีทั้งผิด ทั้งแปลก ดังนี้

ที่ว่าผิดก็คือ  การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า ไม่ใช่ทั้งวิปัสสนากรรมฐาน และก็ไม่ใช่สติปัฏฐาน 4 พระพม่าโกหกเอาดื้อๆ แบบไม่เป็นวิชาการ

วิปัสสนากรรมฐาน กับสติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตัวหนังสือต่างกัน การปฏิบัติธรรมก็ต่างกัน ที่เหมือนกันคือ “ต้องเห็น” เท่านั้น

วิปัสสนาแปลว่า “เห็นแจ้ง” 

ส่วนกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น เป็นการ “ตามเห็น” ซึ่ง กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

คือ เมื่อจิตสงบระงับแล้วจากสมถะกรรมฐาน ซึ่งต้องมีการเห็นแล้ว  ก็มาเห็นแจ้งใน ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

ต่อจากนั้นก็ต้องมาตามเห็นในสติปัฏฐาน 4 ล้วนก็ต้องไปเห็นโพธิปักขยธรรมที่เหลืออีก

ที่ว่าแปลกก็คือ “เว้นไว้แต่ผู้นั้น จะไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น” ข้อความนี้ เป็นคำสอนที่ “โคตรงี่เง่า” และ “โคตรน่ารังเกียจ” ที่สุด  การที่พระมหาโชดกตายห่าไปแล้ว ตนนรกก็ไม่ต้องสงสัย

ข้อความที่ว่า “เว้นไว้แต่ผู้นั้น จะไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น” มีไว้สำหรับด่าคนที่ไม่เห็นด้วย และทำไม่ได้ ซึ่งมันไม่มีทำได้หรอก เพราะ พระพม่าสอนผิด

ที่ว่าทำตามได้ก็ “หลอกกันเองทั้งนั้น

ถาม. ถ้าเว้นจากวิปัสสนาเสียแล้ว ทางอื่นที่จะให้ถึงมรรค ผล นิพพานนั้นมีอีกหรือไม่? ยกหลักฐานประกอบ?

ตอบ. ไม่มีเลยฯ มีหลักฐานยืนยันอยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า  “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ฯลฯ ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา”  

ความว่า
ดูกร ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ทางคือสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นทางสายเดียวที่เป็นไปพร้อมเพื่ดความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกเศร้าเสียใจปริเวทยาการต่างๆ เพื่อดับทุกข์ ดับโทมนัส เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพานดังนี้

ข้อความนี้ก็โกหกไม่รู้อีกกี่ชั้น 

ตอนนี้ ผมชักสงสัยว่า ศิษยานุศิษย์ของพระมหาโชดกที่ช่วยกันพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา มันคงเป็นควายกันทั้งหมด  ไม่ได้รู้เลยว่า ความถูกต้องนั้นคืออะไร

พวกนี้ ทำไมมันถึงได้โง่กันถึงขนาดนั้น...  ขอสรุปหลักฐานสนับสนุนของผมเป็น 5 ข้อ ดังนี้

1) ผมได้บอกไปแล้วว่า วิปัสสนากับสติปัฏฐานนั้น คนละหัวข้อธรรมะ

2) การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่าที่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่ใช่ทั้งวิปัสสนา กับ สติปัฏฐาน 4

3) สติปัฏฐานไม่สามารถทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ สติปัฏฐานนั้นอยู่ในโพธิปักขธรรม 37


ขอให้เปรียบเทียบดู สติปัฏฐานนั้น เป็นพื้นฐานของอีก 6 หัวข้อธรรมใหญ่ๆ นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องผ่านวิชชา 3 กับอริยสัจ 4 ด้วย 

ขอให้สังเกตดูว่า มรรคมีองค์ 8 นั้น อยู่ในอริยสัจ 4

4) สติปัฏฐานไม่ใช่ทางสายเดียว  ยังมีหัวข้อธรรมอื่นๆ อีกที่เป็นทางสายเดียว เช่น

- ขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส
ในขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส มีข้อความที่แสดงเอกายนมรรคว่า คือ “สติ” ดังข้อความว่า

“ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ, สติ สรณตา ธารณตา อปิลาปนตา อสฺสมฺมุสฺสนตา, สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค, อยํ วุจฺจติ สติ”

แปลว่า “ความระลึก ความระลึกถึง ความระลึกเฉพาะ ความระลึกกิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค ธรรมนี้ เรียกว่า สติ.”

- ขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส

“สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 เรียกว่า เอกายนมรรค”

พระมหาโชดก มัวหน้ามืดตามัวก้มกราบพระพม่าตูดกระดก จนไม่ได้เงยหน้ามาอ่านพระไตรปิฎกหรือไงก็ไม่ทราบ ถึงไม่รู้ว่า สติก็คือ ทางสายเดียว โพธิปักขยธรรมก็คือ ทางสายเดียว

พูดให้ชัดๆ ก็คือ หัวข้อธรรมะทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น เป็นทางสายเดียวทั้งสิ้น

5) สุดท้ายเลย  พระมหาโชดกเอย พระพม่าเอย สาวกของพระพม่าเอย ผมไม่เห็นว่า พวกนี้จะอธิบายได้เลยว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร

นี่ก็คือ หลักฐานความโง่งี่เง่า ความตระลบตระแลงของพระมหาโชดก ซึ่งลงนรกไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้ว






ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐาน


วันนี้ เรามาวิพากษ์วิจารณ์หัวข้อ “ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐาน” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2503 กัน

ถาม. วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

ตอบ. มีประโยชน์มากคือ  

พระมหาโชดกรูปนี้ ท่านเก่งมากในเรื่องไร้สาระพอสมควร คือ ท่านคิดหาประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐานได้ถึง 20 ข้อ 

ขอบอกก่อนว่า ผมก็เห็นว่า วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์ เพราะเป็นพื้นฐานของการบรรลุมรรคผลของเรา แต่ประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐานของพระมหาโชดกนั้น แกใส่เข้าไปมากจนเกินเหตุ

สาเหตุก็คือ ต้องการยกย่องวิปัสสนากรรมฐานแบบผิดๆ ให้กับการปฏิบัติธรรมแบบพระพม่าเท่านั้น

ขอยกตัวอย่างเพียงบางข้อที่ต้องการนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันเท่านั้น  ท่านที่อยากได้รายละเอียดก็ไปอ่านได้ในหนังสือคำบรรยายวิปัสสนากรรมฐานของพระมหาโชดก หน้าที่ 7-9

๑. ทำให้คนฉลาดในหลักความจริงในชีวิตประจำวัน คือ รู้ปรมัตถธรรม ไม่หลงติดอยู่ในบัญญัติธรรม อันเป็นเพียงโลกสมมุติ

พระพม่ากับสาวกนี้ ชอบเล่นเรื่องปรมัติธรรม บัญญัติธรรม เพราะ ไปเน้นเรื่องอนัตตา ทุกขัง อนัตตา แบบผิดๆ

เรื่องในภพ 3 นี้ มันเป็นเรื่องจริง เพราะ เราจะต้องสร้างบารมีกันที่นี่ แต่เป็นจริงแบบชั่วคราว การไปตีความแบบพระพม่าที่ว่า “อันเป็นเพียงโลกสมมุติ” มันการตีความแบบผิดๆ

แล้วเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับอัตตาแบบพราหมณ์ที่คนในยุคพระพุทธเจ้าทรงเริ่มเผยแพร่ศาสนานั้น ไม่มีในยุคนี้แล้ว

อัตตาแบบพราหมณ์นั้น เป็นเหตุการณ์สองพันกว่าปีมาแล้วที่อินเดีย เมืองไทยเรา คนไทยไม่ได้คิดแบบนั้น 

ไม่ต้องมาเน้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แบบเป็นบ้า เป็นหลังแบบพระพม่าก็ได้

คนไทยในยุคนี้ เข้าใจเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตากันพอสมควร ไม่ได้คิดแบบพระปัจจวัคคีย์ ดังนั้น เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเรียนกันพอเป็นสังเขปก็พอ

๑๒. อานิสงส์อย่างสูงให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อย่างกลางให้สำเร็จเป็นพระอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน อย่างต่ำลงมากว่านั้น ที่เป็นอย่างสามัญก็เป็นผู้มีคติเที่ยงที่จะไปสู่สุคติ

ตรงนี้โกหกแน่นอน บิดเบือนแน่นอน สมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานไม่สามารถทำให้ไปนิพพานได้ เพราะเป็นวิชาพื้นฐานทั้งคู่

ขนาดสมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานยังไม่สามารถทำให้คนบรรลุพระอรหันต์ได้ แล้วการปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า ซึ่งเป็นของปลอม ของเลียนแบบจะทำให้คนบรรลุพระอรหันต์ได้อย่างไร

การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่าสร้างคนได้อย่าง ดร. สนอง วรอุไรเท่านั้น คือ หลอกลวงคนตลอดชีวิต ด้วยความเข้าใจผิดบ้าง ด้วยความโง่บ้าง ด้วยความหน้าด้านบ้างเท่านั้น

ดังหลักฐานในวิสุทธิมรรค ภาค ๓ หน้า ๒๒๙ บรรทัดที่ ๑๖-๑๗ รับรองไว้ว่า

อิมินา ปน ญาเณน สมนฺนาคโต วิปสฺสโก พุทฺสาสเน ลทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฏโฐ นิยคติโก จูฬโสตาปนฺโน นาม โหติ

ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ประกอบด้วยญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญานฯแล้ว ได้ความเบาใจในพระพุทธศาสนา ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนา มีคติอันเที่ยง เป็นจูฬโสดาบัน

ตรงนี้ ผมไม่สามารถตรวจสอบคำแปลภาษาบาลีได้ แต่บอกได้จากหลักฐานอื่นๆ ว่า โกหกแน่นอน โดยการไปขโมยญาณ 16 ของวิสุทธิมรรคมา

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น  ใครจะได้ญาณ 16 ต้องฝึกสมถกรรมฐานจนผ่านรูปฌานกับอรูปฌาณอย่างเชี่ยวชาญไปก่อน  เมื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จึงมีได้ญาณ 16

พระพม่ากับสาวก เช่นพระมหาโชดกนี้ ไม่ยอมฝึกสมถกรรมฐานเลย ก็ไปโกหกกันว่า ไม่ต้องฝึกสมถกรรมฐานก็ได้  โดยไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน  โกหกกันเองขึ้นมาลอยๆ

ดังนั้น พระพม่าไม่สามารถจะได้ญาณอะไรได้  นอกจากญาณโกหกเท่านั้น

อนึ่งถ้าผู้ใดได้เจริญวิปัสสนา มีดวงตา คือ ญาณเห็นความเกิดดับของรูปนาม คือ เห็นพระไตรลักษณ์จริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอันประเสริฐ ดังพระบาลีว่า

โย จ วสฺสตํ ชีเว            อปสฺสํ อุทยพฺพยฺ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย        ปสฺสโต อุทยพฺพยํ

ผู้ที่เห็นความเกิดดับของรูปนาม เห็นพระไตรลักษณ์ ถึงแม้มีชีวิตอยู่ได้เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่า ผู้ที่ไม่เห็นความเกิดดับของรูปนาม แต่มีชีวิตอยู่ได้ตั้งร้อยปี

ข้อความดังกล่าวนั้น พระพม่ากับสาวกของพระพม่าด่าตัวเองแบบไม่รู้สึกตัว 

ข้อความก็ยืนยันชัดเจนว่า “อนึ่งถ้าผู้ใดได้เจริญวิปัสสนา มีดวงตา คือ ญาณเห็น ความเกิดดับของรูปนาม คือ เห็นพระไตรลักษณ์จริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอันประเสริฐ

จะเห็นได้ว่า พระมหาโชดกรูปนี้ โคตรโง่มากที่สุด กับโคตรโง่มากที่สุดยกกำลังสองเท่านั้น คือ ท่านจบเปรียญ 9  แปลข้อความเองดังที่กล่าวไปข้างต้น

แต่ไม่ยอม “เห็น” ก็ไม่รู้จะบรรยายความโง่งี่เง่าของแกได้อย่างไรถึงจะเหมาะสม

โดยสรุป  วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์มาก เพราะเป็นวิชาพื้นฐาน ถ้าไม่ผ่านวิปัสสนากรรมฐาน โอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานก็เป็นไปไม่ได้

แต่พระมหาโชดกยกเมฆประโยชน์ของวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดความจริง ก็เพื่อหลอกลวงให้คนปฏิบัติธรรมแบบที่ตนเองสอน เพราะหลอกว่า เพียงวิปัสสนากรรมฐานก็ไปนิพพานได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จริง..






ความหมายของวิปัสสนากรรมฐาน


เรามาวิพากษ์วิจารณ์หัวข้อคือ “ธุระในพระพุทธศาสนา” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่  20  มิถุนายน  2503  กันต่อ

ถาม.  วิปัสสนากรรมฐานแปลและหมายความว่าอย่างไร?

ตอบ.  วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า โรงงานฝึกจิตให้เกิดปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริง

ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตดูการเขียนถึง “วิปัสสนา” ของพระมหาโชดก จะเขียนไว้ “มั่ว” มากๆ หาจุดยืนอะไรไม่ได้  ทั้งๆ ที่ “วิปัสสนา” นั้น เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า

ตรงนี้หมายถึงว่า พระพม่าโกหกอย่างนั้น

แต่การโกหกของพระพม่า รวมถึงสาวกของพระพม่าทั้งหลาย ก็โกหกแบบไม่แนบเนียน มั่วไปหมด คนไทยใจพม่าทั้งหลาย มันก็โง่กันจริงๆ ที่ไปหลงเชื่ออยู่ได้

เฉพาะหัวข้อนี้ พระมหาโชดก เขียนถึงวิปัสสนาไว้ ดังนี้

วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์

วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า โรงงานฝึกจิตให้เกิดปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริง

วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น

จะเห็นว่า พระมหาโชดกเขียนไปเรื่อย หาจุดแน่นอนอะไรไม่ได้  และที่เขียนทั้งหมดนั้น มันมั่วด้วย วิปัสสนากรรมฐานไม่ควรมีความหมายที่หลากหลายแตกต่างกันถึงขนาดนั้น

อันที่จริงแล้ว ความหมายที่เกือบถูกต้องก็คือความหมายสุดท้าย ยกเว้นข้อความที่ผมเน้นตัวอักษรสีแดงและขีดเส้นใต้ไว้ เพราะ มหาโชดกใส่เข้าไปดื้อๆ โดยไม่มีหลักวิชาการ

พระมหาโชดกเชื่อตาม “หลักวิชากู” เพราะการที่หลงไปเชื่อพระพม่า

หมายความว่า ปัญญานั้น มี ๓ ขั้น คือ

๑. สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจาการฟัง การเรียน การอ่านหนังสือต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม

๒. จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด

๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปัญญาที่รู้แจงแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริงนี้ได้แก่ ปัญญาอันเกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น

ตรงนี้ก็บิดเบือนและโกหก 

หลักฐานสนับสนุนของผมก็คือ พระพม่าคิดวิธีการปฏิบัติธรรมขึ้นมาได้  ก็ให้รู้สึกตัวตลอดเวลา และพิจารณาพระไตรลักษณ์ไปด้วย 

พระพม่าทำได้แค่นี้  ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่านี้ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้

วิธีการที่คิดมาได้นั้น ก็คิดโดยได้วิธีการมาจากศาสนาพุทธ แต่พระพม่าไม่ได้เชื่อศาสนาพุทธทั้งหมด แต่ดันเสือกไปเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่า 

การเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นอะไรต่างๆ ในพระไตรปิฎกนั้น เป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ พระพม่าจึงไม่เชื่อ จึงปฏิเสธการเห็นทั้งหมด

แต่ก็ไม่รู้ว่า จะจับยัดวิธีการปฏิบัติของตนเองเขาไปตรงไหน  เห็นว่า สติปัฏฐาน 4 มีหัวข้ออิริยาปถบรรพ กับ สัมปชัญญบรรพ พอจะจัดยัดวิธีการปฏิบัติของตนเองไปได้

ก็ตีฆ้องร้องกล่าวว่า การปฏิบัติธรรมของตนนั้น เป็นสติปัฏฐาน 4  ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เลย

ต่อมา เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแบ่งเป็นคันถุธุระกับวิปัสสนาธุระ ก็จับสติปัฏฐาน 4 เข้าไปในวิปัสสนากรรมฐานอีก  ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อีก 

ประการสำคัญก็คือ วิปัสสนาธุระก็ไม่ใช่แค่วิปัสสนากรรมฐาน  แต่รวมถึงการปฏิบัติธรรมตามคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า

ดังท่านตั้งสังเคราะห์ไว้ว่า

วิวิธากาเรน อนิจฺจาทิวเสน ปัสฺสตีติ วิปัสฺสนา

ปัญญาใด ย่อมพิจารณาเห็นรูปนามโดยอาการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญานั้นชื่อวิปัสสนา

ตรงนี้ เนื่องจากผมไม่รู้ภาษาบาลี จึงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การแปล แต่ตรงนี้ ต้อง “เห็น” รูปนาม ด้วยการเห็นจริงๆ

พระมหาโชดกไม่เคยสอนให้ “เห็น” ดังนั้น ตรงนี้พระมหาโชดกก็บิดเบือนอีก

ถาม. วิปัสสนากรรมฐานนั้น มีวิธีเรียนได้กี่ทาง อะไรบ้าง?
ตอบ. เรียนได้ ๒ ทางคือ

๑. เรียนอันดับ คือ เรียนให้รู้จักวิปัสสนาภูมิ ๖ ก่อน ได้แก่ เรียนให้รู้จัก ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท โดยปริยัติก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อภายหลังก็ได้ วิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้มีเวลามาก

๒. เรียนสันโดษ คือ ไปเรียนวันนั้น ลงมือปฏิบัติวันนั้น ขณะนั้น ตามที่พระอาจารย์สอนให้ได้เลย เช่น วันแรกจะสอนให้ย่อๆ เพียง ๕ ข้อ เท่านั้น คือ
๑.  เดินจงกรม
๒.  นั่งลงภาวนา
๓.  กำหนดเวทนาต่างๆ
๔.  กำหนดใจนึกคิด
๕.  เวลานอน กำหนดท้องพองยุบ เป็นต้น

ตรงนี้ ผมงงไปนาน เพราะ ไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรมมีการแบ่งเป็น 2 ประเภทมาก่อนคือ การแบ่งแบบ “เรียนอันดับ” กับ “เรียนสันโดษ”

ผมเพิ่งไปพบข้อมูลดังกล่าวในหนังสือ  “พุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถแลวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๔ ยุค” ซึ่งหนังสือดังกล่าวเขียนไว้ ดังนี้



ตรงนี้จะเห็นว่า พระมหาโชดกก็มีสันดานเหมือนเดิม คือ “มั่ว” ไปเรื่อย  ไปยืมแค่คำศัพท์ของเก่ามา ดัดแปลงให้มั่วไปตามความเชื่อของท่าน

คือ ไปหาการเรียนอันดับ ซึ่งก็คือ การเรียนและปฏิบัติตามหัวข้อ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท  “วิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้มีเวลามาก

อะไรคือ เวลามาก เวลาน้อย พระมหาโชดกไม่กล้าบอก และไม่กล้าเขียนไว้ เพราะ มันเป็นคำโกหกคำโต ตามสันดานของพระมหาโชดก 

แล้วต่อมาก็คือ เรียนสันโดษ” ซึ่งที่จริงหมายถึงว่า พระอาจารย์ชำนาญเรื่องใดก็เรียน “เรื่องนั้น”  ต่อไปก็อาจจะต้องไปหาอาจารย์อื่นอีก

พระมหาโชดกไป “ขโมย” เพียงชื่อมา แล้วก็เอาของตัวเองใส่ลงไป ซึ่งไม่ตรงกับความหมายเดิมของหนังสือ “พุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถแลวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๔ ยุค” เลย.






ธุระในศาสนา


หัวข้อแรกของหนังสือเล่มนี้ก็คือ “ธุระในพระพุทธศาสนา” พระมหาโชดกบรรยายไว้เมื่อ วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2503 

ตอนนั้น ผมอายุ 4 ขวบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย  ตอนนี้ 59 ขวบ รู้เรื่องดีแล้ว ก็มาวิพากษ์วิจารณ์กัน

พระมหาโชดก ท่านก็บอกว่า ธุระมี 2 อย่างคือ คันถธุระ คือ การเรียน และ วิปัสสนาธุระ คือ การปฏิบัติ

สาวกของพระพม่าชอบยกตรงนี้มาก เพราะ เข้าใจผิดไปเยอะ คือ ไปคิดว่า “วิปัสสนาธุระ” กับ “วิปัสสนากรรมฐาน” เป็นสิ่งเดียวกัน

จึงมีการตีความเลยเถิดไปว่า วิปัสสนา” ก็สามารถพาไปนิพพานได้  ไปได้อย่างรวดเร็วเสียด้วย

ความจริงวิปัสสนาธุระนั้น  หมายความรวมถึง สมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน โพธิปักขยธรรม วิชชา 3 ฯลฯ ทั้งหมด  

ต่อมา เนื้อหาของหนังสือก็เป็นดังนี้ คือ มีการตั้งเป็นคำถามคำตอบ ดังนี้

ถาม. สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานต่างกันอย่างไร? มีข้อที่พึงสังเกตตรงไหน?

ตอบ. ต่างกันอย่างนี้คือ

๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์
๒. วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์

กรรมฐานทั้ง ๒ นี้ มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังนี้คือ

๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์ กรรมฐาน ๔๐ นั้นคือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุวตถาน ๑

ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมาอรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐาน

๒. วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น

ถ้าใครเอาขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น มาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ผู้นั้นชื่อว่า เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฎีกา ทั้งนั้น  [หนังสือคำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน หน้าที่ ๕]

ข้อความที่ผมเน้นสีแดงไว้นั้น คือ ข้อความที่พระมหาโชดกบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นไปตามการตีความที่ผิดๆ ของพระพม่า แบบหมดท่า หมดรูปจริงๆ

จากการอ่านหนังสือของพระมหาโชดกมาหลายเล่ม พระมหาโชดกนี่ ภาษาบาลีท่านใช้ได้จริง แต่แทนที่จะใช้ภาษาบาลีเพื่อสร้างบารมีของตนเอง  พระมหาโชดกกลับไปทำเรื่องให้ตนเองตกนรก และก็ตกนนรกจริงๆ เสียด้วย และน่าจะยาวนานอย่างมาก...............................เสียด้วย

ถ้าพระมหาโชดกซื่อสัตย์ต่อการเรียนภาษาบาลีของตนเอง สอนพุทธศาสนิกชนไปตามหลักการของภาษาบาลีก็คงไม่ตกนรก 

แต่นี่ดันไปเสือกเชื่อพระพม่า  ก็เลยสอนบิดเบือนผิดเพี้ยนไปตามพระพม่า

ข้อความนี้ “วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์ นี่ก็เริ่มบิดเบือนแล้ว และข้อความก็ไม่ตรงกับข้อความด้านล่าง ที่ว่า “วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

ขอให้สังเกตดู เดี๋ยวก็ว่า “มีปรมัตถเป็นอารมณ์” ต่อมาก็ว่า “มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์”  ตกลงแล้วพระมหาโชดก ท่านเข้าใจที่ท่านเขียนหรือเปล่า

ข้อความที่ว่า “มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์”  นั้นยอมรับได้ ถ้าอธิบายแบบซื่อๆ ว่า ต้องเห็นแจ้งใน ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เพราะวิปัสสนาแปลว่า เห็นแจ้ง

พระมหาโชดกไม่เคยสอนให้เห็น  ในประวัติการเรียนของ ดร. สนอง วรอุไรศิษย์เอกของพระมหาโชดก ซึ่งตอนนี้หนีหายไปจากสังคมแล้ว

ดร. สนองบอกว่า “เห็นเทวดา” พระมหาโชดกบอกผิด การเห็นทั้งหมดผิด ห้ามเห็นด้วยประการใดๆ

ส่วนข้อความที่ว่า วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา” นี่ก็ไม่รู้ว่า พระมหาโชดก หมายความว่าอย่างไร

วิปัสสนากรรมฐานก็คือ การปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ซึ่งต้องเห็นอย่างชัดแจ้ง  ไปเกี่ยวกับ “กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา” ตรงไหน

ต่อมาข้อความท้ายๆ ของเรื่องสมถกรรมฐานที่ว่า “ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมาอรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐานนี่ก็เป็นการโจมตีสายพุทโธ กับสายวิชาธรรมกายว่าเป็นสมถกรรมฐานอย่างเดียว

การโจมตีสายการปฏิบัติธรรมในประเทศไทยว่าเป็นสมถกรรมฐาน ไม่สามารถพาไปนิพพานได้นั้น พระมหาโชดกเขียนไว้หลายที่หลายแห่งเป็นอย่างมาก

ต่อมาข้อความนี้ วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้น ได้แก่ รูปนาม เท่านั้น”  นี่ก็เจตนาบิดเบือน

รูปกับนามนั้น หมายถึง “ขันธ์ 5” เท่านั้น ไม่มีหมายถึงหัวข้อธรรมะอื่นๆ รูป = กาย  นาม = เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แค่นั้น

หัวข้อธรรมะอื่นๆ ทั้งหมด เป็นรูปนามไม่ได้อีกแล้ว 

สุดท้ายเลยก็ข้อความนี้ “ที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฎีกา ทั้งนั้นอันนี้ไม่จริง อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้ว 

พระมหาโชดกใช้วิธีการโกงแบบหมกเม็ด คือ อ้างพระไตรปิฎกเฉพาะที่มาของข้อความ แต่ไม่ได้อ้างพระไตรปิฎกในกรณีที่มีการสนับสนุน 

เอาง่ายๆ เลยก็คือ ข้อความที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ไปนั้น พระมหาโชดกไม่เคยอ้างถึงพระไตรปิฏกเลย เพราะ มันไม่มีหลักฐานใดๆ ในพระไตรปิฎก

พระมหาโชดกบ้า เพ้อ เพี้ยน ไปตามคำสอนของพระพม่าแบบมืดบอดทางปัญญา เท่านั้น






คำบรรยายวิปัสสนา


ผมได้วิพากษ์วิจารณ์หนังสือ “หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน” ของพระมหาโชดก หรืพระธรรมธีรราชมหามุนีไปแล้ว  ในบล็อกนี้นี่แหละ

คราวนี้ มาวิพากษ์วิจารณ์หนังสือ “คำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน” ของพระมหาโชดกกันบ้าง หนังสือเล่มนี้ หนามาก มีถึง 1,118 หน้า

ที่ผมเอามาอ่านนี้ เอามาจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานที่ผมสอนอยู่ ณ ขณะนี้  เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2550 จำนวน 6,000 เล่ม

เท่าที่อ่านในคำปรารภจากการพิมพ์ครั้งที่ 1 ปรากฏว่า หนังสือชุดนี้ เดิมมีทั้งหมด 9 เล่ม กับการตีพิมพ์ที่กระจัดกระจายอีกเล็กน้อย  ศิษยานุศิษย์ก็เลยมารวมกัน เพราะ พระมหาโชดกท่านมรณภาพไปแล้ว หลายปี 

สิ่งที่ลูกศิษย์ไม่รู้ก็คือ ไม่รู้ว่ามหาโชดกตายแล้วไปไหน เพราะ มหาโชดกไม่เคยสอนให้ตรวจสอบการตายของใคร  ท่านว่า “เห็น” ไม่ได้

ลูกศิษย์ก็เลยไม่รู้ว่า มหาโชดกตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ได้แต่เดาเอาว่า ขึ้นสวรรค์  แต่ความเป็นจริงนั้น มันเป็นคนละเรื่อง หนังคนละม้วนกันเลยทีเดียว

มหาโชดกตกไปในอบายภูมิ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในอบายภูมิ  สมความภาคภูมิของท่านแล้ว ที่ดันไปเชื่อพระพม่า แล้วมาโจมตีหลวงพ่อวัดปากน้ำ

หนังสือชุดนี้ของมหาโชดกนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ บอกว่า บรรดาหนังสือทั้งหมดของพระมหาโชดก “หนังสือวิปัสสนากรรมฐาน” เป็นหนังสือชั้นเยี่ยมยอด

เยี่ยมยอดหรือไม่เยี่ยมยอด คนเขียนก็ลงนรกไปแล้ว

สำหรับสมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือ มหาอาจท่านนี้ ตอนนี้อยู่สวรรค์ชั้น 1 เมื่อไหร่หมดบุญจากสวรรค์ชั้นนี้ ผมยืนยัน นอนยันเลยว่า ไปจุติในอบายภูมิแน่นอน

ลงคราวนี้ก็คงลงไปนานแสนนาน ไม่รู้จะไปเจอมหาโชดกหรือเปล่า  

หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ให้อะไรมากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ต้องกล่าวอย่างนั้นก็เป็นเพราะว่า หนังสือของหลวงพ่อนั้น มีตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงสูงสุด

หนังสือหลวงพ่อมี 4 เล่ม ดังนี้

ทางมรรคผล 18 กาย
คู่มือสมภาร
วิชชามรรคผลพิสดาร
วิชชามรรคผลพิสดาร

นี่ไม่รวมถึงเทศน์ของหลวงพ่ออีกประมาณ 80 กัณฑ์  หนังสือของหลวงพ่อจะเริ่มต้น แล้ววิชาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ 

ขอย้ำ ณ ที่นี้ว่า วิชาธรรมกายนั้น เป็นวิชาของพระพุทธเจ้า ดังนั้น ตำราวิชาธรรมกายจึงไม่ได้เป็นองค์ความรู้ต่างหากจากศาสนา แต่เป็นการอธิบายวิธีการปฏิบัติธรรมในพระไตรปิฎก

ส่วนหนังสือของมหาโชดก ระหว่าง หนังสือ “หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน” กับหนังสือ “คำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน” แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยในระดับของความรู้ ที่แตกต่างกันก็คือ หนังสือเล่มหลังมีรายละเอียดมากขึ้น

ที่เหมือนกันก็คือ โกหกพกลม ขาดหลักฐานในทางวิชาการโดยสิ้นเชิง 

พระมหาโชดก แกเล่นหมกเม็ด คือ หนังสือเล่มนี้มีการอ้างอิงพระไตรปิฎก โดยอ้างว่า เอามาจากไหนถูกต้อง  แต่เอาไปอ้างผิดๆ  อ้างข้างๆ คูๆ ไปเรื่อย ซึ่งจะได้วิพากษ์วิจารณ์กันในเนื้อหาต่อไป

ตอนนี้ขอบอกคร่าวๆ ก่อนว่า หนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้าง  ขอยกเฉพาะในส่วนที่สำคัญๆ ของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น

- ธุระในพระพุทธศาสนา
- พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนวิปัสสนา  [นี่ก็เริ่มบิดเบือนแล้ว]
- เทวดาปัญหา
- บุญ
- องคคุณของนักปฏิบัติ
- พระรัตนตรัย
- เหตุให้พระสัทธรรมเสื่อม
- อริยสัจ 4
- วัมมิกสูตร
- วิสาขบูชา
- ทาน ศีล ภาวนา
- วิปัสสนาญาณ
- โพธิปักขธรรม 37 ประการ
- มหาสติปัฏฐาน
- ขันธ์ 5
- อายตนะ
- โพชฌงค์
- อริยสัจ 4
- มรรค 8
- อิทธิบาท 4

ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาสารบัญของเนื้อหาดังกล่าวอย่างตั้งใจสักเล็กน้อย จะเห็นว่า การเรียบเรียงเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ไม่มีอะไรสูงขึ้นกว่าหนังสือ “หลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน

ที่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นเพราะว่า วิธีการปฏิบัติธรรมของพระพม่านั้น ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธ

วิธีการของพระพม่านั้น ทำได้อยู่แค่นี้ คือ

รู้สึก” อยู่กับร่างกายตลอดเวลา โดยอาศัยอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย พร้อมกับ “คิด” ไปว่า ร่างกายต้องเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ในท่านั่ง ก็จะ “รู้สึก” อาการต่างๆ ของร่างกาย เช่น ความเจ็บปวด ความฟ้งซ่าน ความคับข้องใจ ฯลฯ เป็นต้น

พระพม่าไม่มีวิธีการปฏิบัติที่สูงไปกว่านี้  ตำราที่เกี่ยวกับการปฏิบัติจึงต้องบิดเบือน ตีความใหม่ให้สอดคล้องกับความเชื่อ

หนังสือพระพม่าจะไม่กล่าวถึงบารมี 30 ทัศ  วิชชา 3  ถ้าจะกล่าวถึงก็จะกล่าวถึงในทำนองโจมตีว่าไม่จริง